Author Archives: admin

ปวดหัวบ่อย จุดที่เท้าไม่ควรมองข้าม

เคยมีอาการแบบนี้บ้างไหมครับ? สมองคิดวนไปวนมาซ้ำๆในเรื่องเดิมๆ ปวดศีรษะ ถอนหายใจบ่อย นอนไม่หลับ หรือหลับได้แต่ฝันเยอะ ปวดแน่นบริเวณชายโครงด้านขวา รู้สึกไม่สบายเนื้อสบายตัว

อาการข้างต้นหากมองจากมุมมองของศาสตร์การแพทย์แผนจีนแล้วจะพบว่ามันมีจุดเริ่มต้นมาจาก “อารมณ์ครุ่นคิด” นั่นก็คือ เวลาที่เราคิดเรื่องเดิมๆซ้ำไปซ้ำมาจนร่างกายเกิดความเครียด (ไม่ว่าเราจะรู้ตัวหรือไม่ก็ตาม) จะทำให้ลมปราณในร่างกายติดขัด โดยเฉพาะลมปราณของตับซึ่งเป็นอวัยวะที่ควบคุมการระบายและไหลเวียนของชี่ เลือดและสารจำเป็นต่างๆในร่างกาย คล้ายๆกับเป็นตำรวจจราจรที่คอยระบายรถที่ติดอยู่ให้เดินทางสะดวก ถ้าร่างกายของเราเมื่อไม่ได้ระบายอารมณ์ที่อึดอัดเหล่านี้ออกมาก็จะทำให้เกิดอาการต่างๆตามมาได้

การฝังเข็ม : จุดฝังเข็มที่ใช้กันบ่อยๆคือตำแหน่งบริเวณง่ามเท้าระหว่างหัวแม่โป้งกับชี้ แต่ลากขึ้นมาสูงพอสมควร สังเกตได้เมื่อเราลองกดด้วยตนเองจะรู้สึกเป็นร่องไม่มีกระดูกกั้น กดแล้วรู้สึกปวดๆครับ

จุดนี้ดีอย่างไร? จุดไท่ชงมีประโยชน์อย่างมาก เพราะตามทฤษฎีแล้วเป็นจุดที่อยู่บนเส้นลมปราณตับ ซึ่งสามารถปักจากตำแหน่งเท้าให้วิ่งขึ้นไปถึงศีรษะได้เลยครับ เพราะฉะนั้นสามารถช่วยเรื่อง ปวดศีรษะ เวียนศีรษะ ความดันโลหิต บำรุงระบบตับ ลดความร้อนในตับ หรือจะช่วยในการนอนหลับก็ได้ครับถ้าต้นเหตุมาจากระบบตับ เป็นต้น

ขับถ่ายดี…ด้วยศาสตร์แพทย์แผนจีน

โรคท้องผูก คือ การขับถ่ายยาก ถ่ายแข็ง ใช้เวลาในการขับถ่ายนาน ไม่สามารถขับถ่ายได้ทุกวัน หรือกระทั่งเป็นอาทิตย์ยังไม่สามารถขับถ่ายได้ มักจะมีอาการร่วมคือ แน่นท้อง ไม่สบายตัว คลื่นไส้

โดยทั่วไปมักเกิดจาก การทานผักผลไม้น้อย ดื่มน้ำไม่พอ ขาดการเคลื่อนไหว (นั่ง นอน มากเกิน) การทานยาบางชนิด โรคบางชนิด เช่น มะเร็งหรือเนื้องอกที่ลำไส้ใหญ่

ตามทัศนะคติแพทย์แผนจีน โรคท้องผูกนั้นเกิดจากในร่างกายมีความร้อน จึงเผาผลาญสารหยินและน้ำหล่อเลี้ยงร่างกาย หยินในร่างกายไม่พอ ลำไส้แห้ง จึงทำให้ขับถ่ายลำบาก จากตำราโบราณมีบันทึกว่า “เติมน้ำทำให้เรือเดินได้” ถ้าในลำไส้มีความชุ่มชื้นมากพอ จะทำให้ขับถ่ายได้คล่อง อุจจาระไม่แห้งแข็ง

เกิดจากหยินในร่างกายน้อยอยู่แล้ว จึงทำให้ถ่ายไม่คล่อง หรือ ลมปราณไม่พอ ไม่มีแรงพลักดัน จะรู้สึกไม่อยากถ่ายเอง หรือ พลังงานลมปราณชี่ไม่พอ ทำให้รู้สึกเหมือนกับว่าไม่มีแรงเบ่งนั่นเอง (พบมากในผู้สูงอายุ)

การฝังเข็มโรคท้องผูก จะเป็นการนำเอาความร้อนออกจากร่างกาย เพิ่มน้ำไปเลี้ยงที่ลำไส้ เพิ่มลมปราณให้ร่างกาย เพื่อกระตุ้นให้ลำไส้มีการบีบตัว จึงสามารถขับถ่ายได้ดีขึ้น

แนะนำการฝังเข็มประมาณ 10 ครั้ง เพื่อปรับสมดุลองค์รวมในร่างกาย ร่วมกับเปลี่ยนพฤติกรรมและปฏิบัติตัวให้เหมาะสมครับ

อากาศเปลี่ยนเสริมภูมิคุ้มกันด้วยการฝังเข็ม

โรคภูมิแพ้เกิดจากระบบภูมิค้มกันของร่างกายทำปฏิกิริยากับสารก่อภูมิแพ้ไวผิดปกติ อาการมักเกิดกับอวัยวะที่ไวต่อสารกระตุ้น ซึ่งได้แก่

โพรงจมูก เรียกว่า โรคโพรงจมูกอักเสบจากภูมิแพ้
ดวงตา เรียกว่า โรคตาอักเสบจากภูมิแพ้
ผิวหนัง เรียกว่า โรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง

โรคภูมิแพ้อย่างหนึ่งอาจถ่ายทอดจากพันธุกรรมหากร่วมกับการสัมผัสสารก่อภูมิแพ้ปริมาณมากและเป็นเวลานานก็จะแสดงอาการแต่กระนั้นอาการจะลดลงเมื่อลดการสัมผัสสารก่อภูมิแพ้ หรือเมื่อภูมิคุ้มกันสูงขึ้

อีกวิธีที่นิยมในการดูแลอาการภูมิแพ้ก็คือ “การฝังเข็ม” ซึ่งมีผลการศึกษาทดลองรักษามากมาย ในต่างประเทศตลอดจนในประเทศไทย องค์กรอนามัยโลก หรือ WHO ก็ได้ประกาศรับรองผลด้วยการฝังเข็มมาแล้วตั้งแต่ปี พ.ศ. 2522

การฝังเข็มจะช่วยลดความไวของปฏิกิริยาร่างกายต่อสารก่อภูมิแพ้ ซึ่งหากปฏิกิริยาของร่างกายมีความไวน้อยลงก็จะทำให้อาการภูมิแพ้ลดลงหรือหายไปและทำให้ผู้ป่วยทนต่อสารก่อภูมิแพ้ได้มากขึ้นเนื่องจากไปลดปริมาณไอจีอีแอนติบอดี (IgE Antibody)

แพทย์จีนจะใช้เข็มเล็กๆปักจุดบริเวณรอบจมูกและแขนขา แล้วทำการกระตุ้นประมาณ 20 นาที โดยทั่วไปจะทำการฝังเข็มสัปดาห์ละ 2 ครั้ง ติดต่อกันประมาณ 10 ครั้ง ส่วนใหญ่แล้วเมื่อฝังเข็ม โดยที่ผู้ป่วยจะจาม คัดจมูกน้อยลง บางคนสามารถลดปริมาณยาที่รับประทานลงไปได้

ฉะนั้นหากใช้การฝังเข็มร่วมกับแพทย์แผนปัจจุบันก็จะช่วยลดผลข้างเคียงและทำให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นได้ครับ

กินอย่างไรให้สุขภาพดีตามแพทย์แผนจีน

หลายๆคนคงจะพอทราบกันบ้างแล้วว่า การแพทย์แผนจีนนั้นจะเน้นแนวสุขภาพบำบัดโดยใช้ทฤษฏีความสมดุลของหยินหยางเป็นหลัก คือหลักที่ว่าด้วยการแบ่งทุกอย่างบนจักรวาลออกมาเป็น 5 ธาตุ มนุษย์เราก็เป็นส่วนหนึ่งของจักรวาล ร่างกายมนุษย์จึงแบ่งออกได้เป็น 5 ธาตุ คัมภีร์แพทย์แผนจีนโบราณได้จัดอวัยวะสำคัญๆในร่างกายให้แต่ละธาตุมีสีประจำธาตุแตกต่างกันออกไป ดังนี้

  • ธาตุไฟ สีประจำธาตุคือ สีแดง
  • ธาตุทอง สีประจำธาตุคือ สีขาว
  • ธาตุน้ำ สีประจำธาตุคือ สีดำ
  • ธาตุไม้ สีประจำธาตุคือ สีเขียว
  • ธาตุดิน สีประจำธาตุคือ สีเหลือง

ดังที่ได้กล่าวไว้ในตอนต้นว่า หยินหยางคือส่วนประกอบของทุกสรรพสิ่งในจักรวาล หากต้องการให้หยินหยางในร่างกายมีความสมดุล ก็ต้องสร้างสมดุลให้กับอวัยวะในร่างกาย เกิดเป็นกฎการกินอาหาร 5 สีขึ้น ซึ่งกฎนี้มุ่งเน้นให้คนหันมากินผักผลไม้ให้ได้หลากหลายชนิดมากยิ่งขึ้น เพราะผักผลไม้ 5 สีที่แตกต่างกันออกไป จะให้ประโยชน์ต่างกันไป ผักผลไม้ทุกประเภทล้วนมีประโยชน์ต่อร่างกายของเรา ทั้งยังช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกันให้กับร่างกาย แถมยังช่วยขับให้ผิวพรรณของเรากระจ่างใสขึ้นด้วย ส่วนวิธีการนำกฏการกินอาหาร 5 สี ไปปฏิบัติใช้นั้นก็ไม่มีอะไรยุ่งยากเลย แค่เลือกกินผักผลไม้ให้ครบ 5 สีในแต่ละวันเท่านั้น

1. กินผักผลไม้สีแดง บำรุงธาตุไฟ = บำรุงหัวใจ
การกินอาหาร ผักผลไม้ และธัญพืชที่มีสีแดง ส้ม ชมพู เป็นประจำ ทำให้เลือดไหลเวียนดี หลับสบาย ช่วยบำรุงหัวใจ ลดอัตราการเกิดโรคหัวใจ โรคมะเร็ง และโรคซึมเศร้า

อาหารสีแดง ส้ม ชมพูที่แนะนำ → เห็นหลินจือ มะเขือเทศ พริกหวานสีแดง สตรอเบอร์รี่ เชอร์รี่ แอปเปิ้ลแดง ทับทิม มันเทศ โสมแดง

2. กินผักผลไม้สีขาว บำรุงธาตุทอง = บำรุงปอด
การกินอาหาร ผักผลไม้ และธัญพืชที่มีสีขาวเป็นประจำ ทำให้ไม่เจ็บป่วยง่าย เพราะโดยมากเป็นอาหารที่มีส่วนประกอบของสารประกอบซัลเฟอร์ ช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกันให้ร่างกาย

อาหารสีขาวที่แนะนำ → งาขาว ผักกาดขาว ไชเท้า กะหล่ำปลี หอมหัวใหญ่ กระเทียม มันแกว มะพร้าว

3. กินผักผลไม้สีดำ บำรุงธาตุน้ำ = บำรุงไต
การกินอาหาร ผักผลไม้ และธัญพืชที่มีสีดำ น้ำเงิน ม่วง เป็นประจำ จะช่วยชะลอความแก่ ผมดกดำเงางาม ระบบสืบพันธุ์ดี กระดูกและฟันแข็งแรง

อาหารสีดำ น้ำเงิน ม่วงที่แนะนำ → ถั่วดำ งาดำ ลูกเกด สาหร่ายทะเล องุ่นดำ ลูกพรุน กะหล่ำปลีม่วง มะเขือม่วง

4. กินผักผลไม้สีเขียว บำรุงธาตุไม้ = บำรุงตับ
การกินอาหาร ผักผลไม้ และธัญพืชที่มีสีเขียวเข้ม เขียวอ่อน เป็นประจำ ทำให้ลำไส้สะอาด ลดอาการท้องผูก ร่างกายสดชื่น ลดอัตราการเกิดโรคมะเร็งต่างๆ

สีเขียวเข้ม เขียวอ่อนที่แนะนำ → ถั่วลันเตา กะเพรา คะน้า กวางตุ้ง ผักบุ้ง ผักชี บรอคโคลี กีวี่ แอปเปิ้ลเขียว ฝรั่ง

5. กินผักผลไม้สีเหลือง บำรุงธาตุดิน = บำรุงม้าม
การกินอาหาร ผักผลไม้ และธัญพืชที่มีสีเหลืองเข้ม เหลืองอ่อน เป็นประจำ ทำให้กระเพาะอาหารแข็งแรง ลดอาการท้องเสียง่าย ลดอัตราการเกิดโรคมะเร็งกระเพาะอาหาร

อาหารสีเหลืองเข้ม เหลืองอ่อนที่แนะนำ → ข้าวกล้อง น้ำผึ้ง ข้าวโพด สับปะรด มันเทศ ฟักทอง ขิง ส้ม แครอท มะละกอ

กระชับสัดส่วนโดยการฝังเข็ม

ระบบเผาผลาญ (Metabolic) เป็นระบบที่ทำงานตลอดเวลา 24 ชั่วโมง เพื่อให้ร่างกายดำเนินชีวิตอยู่ได้ พลังงานที่เหลือใช้ก็จะสะสมในร่างกาย หากมีมากเกินไปก็มีโอกาสที่จะมีไขมันส่วนเกินเพิ่มขึ้นได้ โดยแต่ละบุคคลมีอัตราการเผาผลาญที่แตกต่างกันออกไป ขึ้นอยู่กับน้ำหนักตัวและกิจกรรมที่ทำในแต่ละวัน

ในบางรายแม้จะพยายามลดน้ำหนักก็ยังไม่ประสบความสำเร็จ ทั้งนี้ ต้องกลับมาคำนึงถึงวิถีชีวิต การเลือกรับประทานอาหารในปริมาณที่เหมาะสม และวิธีในการลดน้ำหนักว่าถูกต้องตามหลักธรรมชาติของร่างกายหรือไม่ อาหารเมื่อเข้าสู่ร่างกายแล้วจะถูกนำไปใช้ประโยชน์ในด้านการเติบโต พัฒนาการ และการซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ แต่หากอาหารที่ทานเข้าไปนั้นไม่มีคุณภาพ คุณค่าทางอาหารต่ำ ไม่เกิดประโยชน์อีกทั้งยังมีโทษต่อร่างกาย มีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคอ้วนได้ง่าย

สาเหตุและกลไกการเกิดโรคตามหลักการแพทย์แผนจีน

  • อายุเพิ่มขึ้นร่างกายอ่อนแอ
  • อาหารไม่สมดุล
  • ขาดการออกกำลังกาย
  • ทุนก่อนกำเนิด

กลไกการเกิดโรค : พลังงานหยางในร่างกายเสื่อมลง เสมหะชื้นสะสมมากขึ้น ชี่ของม้ามพร่องส่งผลให้การย่อยและดูดซึมสารอาหารแย่ลง สารน้ำต่างๆในร่างกายไม่กระจายออกไป ทำให้คั่งค้างอยู่ตามส่วนต่างๆของร่างกาย หรือไตหยางพร่อง ไม่มีแรงส่งเลือดไปทั่วร่างกาย เลือดเคลื่อนที่ได้ช้าลง ก่อเกิดเป็นความชื้นสะสม ซึ่งอวัยวะที่เกี่ยวข้องคือ ม้าม ไต หัวใจ ปอด เกิดภาวะไม่สมดุล สะสมไขมันมากเกินไปในส่วนต่างๆของร่างกาย ประสิทธิภาพของระบบเผาผลาญลดลง

ทำไมฝังเข็มช่วยกระตุ้นการเผาพลาญได้ ?

ฝังเข็มมีผลกับสมองส่วนรับรู้เรื่องการหิวให้ทำงานด้อยลง และไปกระตุ้นสมองส่วนรับรู้เรื่องการอิ่มให้มากขึ้น จึงทำให้รู้สึกไม่อยากอาหาร

ฝังเข็มส่งผลต่อสารคัดหลั่งภายในร่างกาย เช่น อินซูลิน ปรับสมดุลการ Metabolism ของไขมันและน้ำตาลให้ดีขึ้น หรือที่เรียกว่า เผาผลาญได้ดีขึ้น

สารคัดหลั่ง, ฮอร์โมนภายในร่างกายผิดปกติเป็นสาเหตุหลักหนึ่งที่ทำให้อ้วนได้ อย่างที่เห็นได้ชัด เช่น ผู้หญิงที่ประจำเดือนไม่ปกติมักมีร่างกายที่อ้วน หรืออย่างผู้หญิงวัยหมดประจำเดือนก็จะอ้วนง่าย ก็เป็นเพราะสารคัดหลั่งกับฮอร์โมนทำงานผิดปกตินี่เอง

ฝังเข็มทำให้การเคลื่อนไหวของกระเพาะและลำไส้ช้าลง ทั้งยังลดการหลั่งกรดในกระเพาะอาหาร เมื่อมีอาหารอยู่ในกระเพาะลำไส้ ก็จะไม่อยากอาหารบ่อยๆ ช่วยปรับระบบไตทำให้ไม่อ่อนเพลียง่าย

ตามหลักกายวิภาคนั้น เส้นทางลำเลียงส่งของต่างๆ ในร่างกายคนเราคือเส้นเลือด ระบบน้ำเหลือง เส้นประสาท แต่เส้นทางลำเลียงของแพทย์จีนคือ เส้นลมปราณ

คนอ้วนนั้นตรงจุดที่อ้วนเป็นเพราะการลำเลียงไม่ดีพอ ของเสียไปกระจุกตัวอยู่ตรงนั้น การฝังเข็มนั้นจะไปกระตุ้นเส้นลมปราณตรงนั้น เพื่อที่ทำให้การลำเลียงดีขึ้น ระบบขับถ่ายดีขึ้น เลือดลมเดินคล่อง ก็จะพาของเสียออกไปครับ

เอ็นข้อเท้าอักเสบจากการบาดเจ็บ

อาการปวดข้อเท้า คือ ภาวะที่รู้สึกไม่สบายหรือปวดส่วนใดส่วนหนึ่งของข้อเท้า ซึ่งอาจเกิดจากหลายสาเหตุตั้งแต่อาการข้อเท้าเคล็ดธรรมดาไปจนถึงข้อเท้าพลิก และในบางครั้งหากปวดข้อเท้ามากก็อาจทำให้ทิ้งน้ำหนักลงบนข้อเท้าไม่ได้ เดินลำบาก หรือเดินไม่ได้เลย

นอกจากอาการปวดข้อเท้า อาจปรากฏอาการอื่นๆร่วมด้วย ควรไปพบแพทย์ทันทีหากข้อเท้าได้รับบาดเจ็บ มีอาการบวม แดง หรือมีรอยช้ำ รวมทั้งมีอาการอื่นๆ ดังต่อไปนี้

  • ปวดข้อเท้ามาก ปวดนาน 2-3 สัปดาห์
  • ข้อเท้าบวมมาก และไม่มีท่าทีจะดีขึ้น
  • ได้ยินเสียงกรอบแกรบพร้อมกับรู้สึกปวดกระดูกข้อต่อ
  • ไม่สามารถขยับข้อเท้าไปด้านหน้าหรือด้านหลังได้
  • ไม่สามารถลงน้ำหนักที่ข้อเท้าได้

การดูแลเส้นเอ็นข้อเท้าในเเพทย์เเผนจีน : พบว่าการฝังเข็มช่วยลดอาการปวด ลดความถี่ของการปวด โดยฝังเข็ม 1-2ครั้ง/สัปดาห์ อาการปวดจะลดลง เหมาะสำหรับปวดแบบฉับพลันและเรื้อรัง ช่วยลดระยะเวลาในการพักฟื้นร่างกายในนักกีฬา ลดการใช้ยาแผนปัจจุบัน

แนะนำการฝังเข็มร่วมกับใช้ยาสมุนไพรจีนและครอบแก้ว ความร้อนจะช่วยคลายกล้ามเนื้อและเอ็นคลายตัวได้ดีมากขึ้น กระตุ้นการไหลเวียนของเลือด การให้ความร้อนด้วยจิวหรืออินฟาเรดจะช่วยเสริมการรักษาฝังเข็มอีกด้วยครับ

สัญญาณเตือนโรคหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท

โรคหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท เกิดขึ้นจากเยื่อหุ้มชั้นนอกของหมอนรองกระดูกที่อยู่บริเวณสันหลังได้รับแรงกดหรือแรงกระแทก ทำให้เนื้อเยื่อชั้นนอกค่อยๆถูกทำลายหรือฉีกขาด เนื้อในที่อยู่ในหมอนรองกระดูกถูกดันออกมา และไปกดทับเส้นประสาทที่อยู่ด้านหลังของหมอนรองกระดูก พบได้บ่อยในกระดูกสันหลังส่วนเอว โดยเฉพาะกระดูกสันหลังส่วนเอวข้อที่ 4-5

แพทย์แผนจีนได้จัดโรคหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาทให้อยู่ในกลุ่มโรคชาและปวดเมื่อยจากเส้นลมปราณติดขัด ซึ่งมีสาเหตุจากพลังลมปราณพร่องลงตามวัย ทำให้เลือดไหลเวียนช้าลงและเกิดภาวะเลือดคั่ง กีดขวางการไหลเวียนของโลหิตจนเกิดอาการปวด ตามหลักการวินิจฉัยอันสำคัญของการแพทย์จีน ปวดแสดงว่าไม่โล่ง โล่งแล้วก็จะไม่ปวด ส่วนพิษของลมและเย็นชื้น ที่สะสมในเส้นลมปราณจะจับตัวเป็นก้อน ทำให้เส้นลมปราณและหลอดเลือดติดขัดมากยิ่งขึ้น เส้นเอ็น กล้ามเนื้อ และ กระดูกจะได้รับการหล่อเลี้ยงเลือดลมไม่เพียงพอจึงเสื่อมลงได้เร็วขึ้น ส่งผลให้เกิดอาการผิดปกติหลายๆอย่าง

การดูแลโรคหมอนรองกระดูกทับเส้นด้วยยาแก้ปวด ยาลดการอักเสบ ยาคลายกล้ามเนื้อหรือยาสเตอรอยด์อาจไม่ใช่ทางออกที่ดีที่สุดสำหรับผู้ป่วย เนื่องจากเป็นเพียงการระงับอาการปวดและอักเสบไว้ชั่วคราวเท่านั้นและมิได้หยุดยั้งการลุกลามของโรค ที่สำคัญคือพิษของยาจะก่อให้เกิดการระคายเคืองของกระเพาะอาหาร ทำให้อาหารไม่ย่อยและเลือดออกในกระเพาะอาหาร พร้อมทั้งส่งผลกระทบต่ออวัยวะอื่นๆ ในร่างกาย

ส่วนในรายที่มีอาการรุนแรงนั้น วิธีการผ่าตัดอาจได้ผลดี แต่อาจไม่เหมาะกับผู้สูงอายุหรือผู้ที่มีโรคประจำตัว อีกทั้งผู้ป่วยหลายๆ คนก็ยังลังเลในเรื่องค่าใช้จ่าย ความยุ่งยากและความเสี่ยงต่างๆ ที่อาจตามมา

วิธีการบำบัดโรคหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท แบบองค์รวมของการแพทย์จีน

ฝังเข็มทะลวงหลอดเลือดและเส้นลมปราณและสลายเลือดคั่ง ทำให้หลอดเลือดและเส้นลมปราณโล่งขึ้น เส้นเอ็นกล้ามเนื้อและกระดูกคอจะได้รับการหล่อเลี้ยงได้มากขึ้น เพื่อลดอาการปวดและหยุดยั้งการลุกลามของโรค เสริมสร้างพลังลมปราณ ทำให้ระบบการไหลเวียนของโลหิตทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อลดภาวะเส้นลมปราณติดขัด อาการปวดทุเลาลงหรือดีขึ้นในที่สุด

การฝังเข็มภาวะหมอนรองกระดูกกดทับเส้นประสาท ยังช่วยลดการอักเสบ กระตุ้นการไหลเวียนของเลือดกระตุ้นการฟื้นตัวของเส้นเอ็น ช่วยคลายกล้ามเนื้อไม่ให้หดเกร็งเพื่อยับยั้งการเจ็บปวดครับ

หาหมอจีน…ทำไมต้องแมะ?

“แมะ หรือ พะแมะ” ในภาษาจีนกลางก็คือ ม่าย (脉) มาจากคำว่า ป่าม่าย (把脉) ซึ่งก็หมายถึงการจับชีพจรในศาสตร์การแพทย์แผนจีน เป็นหนึ่งในวิธีการเพื่อวินิจฉัยโรคและกลุ่มอาการ โดยที่ชีพจรจะสะท้อนให้เห็นถึงสภาพร่างกายที่มีการเปลี่ยนแปลงไปจากปกติ

ชีพจรเกิดจากการเต้นของหัวใจ ซึ่งอาศัยการทำงานของหยางหัวใจและชี่หัวใจ โดยมีเลือดและหยินหัวใจเป็นองค์ประกอบ นอกจากนี้ยังต้องมีอวัยวะปอดเป็นตัวผลักดัน เกี่ยวข้องกับอวัยวะม้ามซึ่งควบคุมเลือดให้ไหลเวียนอยู่ภายในเส้นเลือด อวัยวะตับเป็นแหล่งกักเก็บเลือด อวัยวะไตเป็นแหล่งกักเก็บสารจิงซึ่งเป็นสารจำเป็นในร่างกาย สามารถเปลี่ยนแปลงเป็นเลือดได้

จากการที่ชีพจรมีส่วนเกี่ยวข้องกับอวัยวะดังที่กล่าวมานี้ การที่แพทย์จีนจับชีพจร (แมะ) จึงหมายถึงความเชื่อมโยงของระบบอวัยวะทั่วร่างกายได้

ดังนั้นเมื่ออวัยวะต่างๆทำงานไม่ปกติ เลือดและลมปราณมีไม่เพียงพอ หรือไหลเวียนไม่สะดวก ถึงแม้ว่าเราจะไม่ได้รู้สึกว่าไม่สบายอะไรสักเท่าไหร่ หรือรู้สึกไม่สบายแต่ไปโรงพยาบาลตรวจร่างกายแล้วไม่พบปัญหาอะไร แต่ว่าสามารถสะท้อนออกมาได้ในชีพจร หรือที่เรียกว่า “ชีพจรป่วยแต่คนยังไม่ป่วย

ส่วนนี้คือจุดเด่นของศาสตร์การแพทย์แพทย์จีน ทำให้แพทย์จีนสามารถรับรู้ ตรวจวินิจฉัยได้ว่าตอนนี้ผู้ป่วยมีความผิดปกติอย่างไร จะสามารถดูแลตัวเองได้ก่อนที่จะเป็นโรคหนักๆ

การแมะเป็นการอาศัยความรู้สึกโดยการสัมผัสลักษณะการเต้นของชีพจร โดยที่ชีพจรในแต่ละตำแหน่งจะแตกต่างกันออกไป ซึ่งจะบ่งบอกถึงพลังของแต่ละอวัยวะ โดยในการแมะนั้น หมอจีนจะใช้นิ้วมือทั้งสามนิ้ว (นิ้วชี้ นิ้วกลาง นิ้วนาง) สามนิ้วเรียงติดกันความห่างให้พอเหมาะกับแต่ละบุคคล นอกจากนี้การจับชีพจรที่ข้อมือซ้ายกับขวาก็มีความหมายแตกต่างกันไปอีก

ด้านขวาจะหมายถึง
ตำแหน่งสีน้ำตาล ⇒ ปอด
ตำแหน่งสีส้ม ⇒ ม้าม
ตำแหน่งสีน้ำเงิน ⇒ ไตหยาง

ด้านซ้ายจะหมายถึง
ตำแหน่งสีแดง ⇒ หัวใจ
ตำแหน่งสีเขียว ⇒ ตับ
ตำแหน่งสีน้ำเงิน ⇒ ไตอิน

ทฤษฎีปัญจธาตุ

ทฤษฎีปัญจธาตุ” ถือว่าเป็นหนึ่งในแนวทางของการแพทย์แผนจีนซึ่งใช้ในการอธิบายถึงสรีรวิทยา การเกิดโรคและการดูแลสุขภาพร่างกาย

ปัญจธาตุ” 五行 หรือ “อู่สิง” เป็นทฤษฏีเก่าแก่ของจีน บรรยายถึงวัตถุทั้งหลายในจักรวาลประกอบด้วยลักษณะของ “ไม้ – ไฟ – ดิน – ทอง – น้ำ” เป็นพื้นฐาน มีการให้กำเนิดเกื้อกูล ข่มยับยั้งระหว่างลักษณะทั้งห้า เพื่อให้ระบบภายในอยู่ได้อย่างสมดุล

ธาตุไม้
งอตรงเหมือนกิ่งไม้ มีหัวงอตรงเป็นปล้อง แผ่กระจายเหมือนกิ่งไม้ยืดสาขากระจายออกไปเรื่อย ๆ กระจายออกด้านนอก ความหมายคือ งอ ยืด ได้แก่ ตับ ถุงน้ำดี เอ็น

ธาตุไฟ
ให้ความอบอุ่น ความร้อนลอยขึ้นบน ได้แก่ หัวใจ ลำไส้เล็ก

ธาตุดิน
ให้กำเนิดแก่สรรพสิ่ง ดินเป็นมารดาของสรรพสิ่ง ทุกอย่างมาจากดิน ดินเป็นสิ่งที่สรรพสิ่งต้องกลับคืนสู่ สังกัดอยู่ได้กับ 4 ธาตุที่เหลือ ได้แก่ ม้าม กระเพาะอาหาร กล้ามเนื้อ

ธาตุทอง
สามารถแปรสลายแยกออกจากกัน เช่น แยกทองออกมาจากแร่ดิน แสดงความแข็งแกร่งของโลหะ ดูดซับสารบริสุทธิ์ ทิศทางกระจายและลง ได้แก่ ปอด และ ลำไส้ใหญ่

ธาตุน้ำ
จำศีล หลีกเร้น เก็บซ่อน ให้ความชุ่มชื้น ทิศทางลงล่าง หนาวเย็น ได้แก่ ไต และ กระเพาะปัสสาวะ

ถ้าอยากดูแลสุขภาพดีแบบองค์รวม ที่เฟิ้งฮวง คลินิก พร้อมดูแลด้วยการฝังเข็ม ครอบแก้วบำบัด ยาสมุนไพรจีน ด้วยศาสตร์แพทย์แผนจีนครับ ⁣

อารมณ์ที่เกิดขึ้น ส่งผลต่ออวัยวะในร่างกาย

หลักทฤษฎีปัญจธาตุสามารถใช้แทนถึงความสัมพันธ์ของหลายสิ่งที่เกิดขึ้นในธรรมชาติและร่างกายของมนุษย์เรา อาทิ ฤดูกาล รสชาติ สีสัน ทิศทาง อวัยวะต่าง ๆ ในร่างกาย และรวมถึง “อารมณ์ทั้ง 7” (อารมณ์ที่สังกัดธาตุทั้ง 5) ดังนี้ 

อารมณ์โกรธ ส่งผลต่อตับ ทำให้ชี่และหยางของตับลอยขึ้นบน เกิดความร้อนหรือไฟขึ้นเผาผลาญเลือดในตับที่สะสมไว้ ซึ่งเรามักจะเห็นผู้ที่มีอารมณ์โกรธจนหน้าแดง ในบางรายอาจมีอาการปวดสีข้างร่วมด้วย เป็นที่มาของคำพูดที่ว่า “โกรธจนปวดตับ” นั่นเอง

อารมณ์ดีใจ ส่งผลต่อหัวใจ โดยอารมณ์ดีใจที่พอประมาณ ทำให้ชี่ผ่อนคลายลง หากดีใจสุดขีดจะทำให้การกำกับสติความนึกคิดของหัวใจเสียไป และจะแสดงออกเป็นพฤติกรรมที่ไม่ใช่ตัวเรา หรือที่เราชอบพูดกันว่า “ดีใจจนกระโดดโลดเต้น”

อารมณ์ตกใจ ส่งผลให้การไหลเวียนของชี่สับสน ผู้ที่ตกใจจึงมีอาการตัวแข็งทำอะไรไม่ถูกและใจสั่น หากตกใจมากๆจะทำลายชี่ของหัวใจซึ่งอาจเป็นอันตรายได้

อารมณ์ครุ่นคิด ส่งผลต่อม้าม เพราะการครุ่นคิดมาก ๆ จะทำให้การทำงานของม้ามและกระเพาะอาหารลดลง พลังชี่ติดขัด เกิดอาการไม่สบายท้องและเบื่ออาหาร หรือที่เรามักจะได้ยินใคร ๆ พูดกันเป็นประจำว่า “เครียดลงกระเพาะ” หรือ “เครียดจนไม่เป็นอันกินอันนอน”

อารมณ์เสียใจ และ อารมณ์กลัดกลุ้ม ส่งผลต่อปอด เนื่องจากปอดจะกำกับดูแลพลังชี่ทั่วร่างกาย ดังนั้น เมื่อเราเสียใจหรือกลัดกลุ้มจะทำให้พลังชี่ในปอดไม่สามารถระบายออกไปได้ โดยหากเรามีอารมณ์เศร้าเสียใจเป็นระยะเวลานานๆ พลังของปอดจะถูกทำลาย เนื่องจากพลังชี่เป็นพลังขับเคลื่อนของชีวิต ผู้ที่เสียใจหรือกลัดกลุ้มมาก ๆ จึงรู้สึกหมดเรี่ยวแรง หมดอาลัยตายอยาก บางคนอาจถึงขั้นตรอมใจตายเลยก็มี เหมือนกับที่เราได้ยินอยู่บ่อยๆว่า “เสียใจจนแทบขาดใจตาย”

อารมณ์กลัว ส่งผลต่อไต ทำให้สารจิง (สารตั้งต้นตั้งแต่กำเนิด) และพลังชี่ดึงรั้งลงของไตสูญเสียไป เมื่อชี่เดินเลือดจะไหลเวียน (ชี่ผลักดันให้เลือดเคลื่อนที่) แต่หากชี่ไตดึงรั้งลงล่างย่อมจะนำพาเลือดให้ไหลลงตามไปด้วย ดังนั้น ผู้ที่มีอาการกลัวสุดขีดจึงมักมีอาการหน้าซีด หน้ามืด เป็นลม ผมร่วง เหมือนกับคำพูดที่เราเคยได้ยินว่า “กลัวจนจับไข้หัวโกร๋น” โดยชี่ของไตจะดูดรั้งควบคุมปัสสาวะและอุจจาระ และการที่เกิดความกลัวอย่างเฉียบพลันรุนแรงจะทำร้ายไต ทำให้การกักเก็บปัสสาวะและอุจจาระในร่างกายสูญเสียไป เกิดอาการปัสสาวะหรืออุจจาระราด ดั่งคำที่ว่า “กลัวจนฉี่ราด” นั่นเอง